Home Featured จากวิกฤติ “ขยะอาหาร” ทั่วโลก ถึงอาหารสภาเหลือทิ้งของส.ส. กับมื้อ 22 บ.ของเด็กไทย!!
Featuredรายงาน

จากวิกฤติ “ขยะอาหาร” ทั่วโลก ถึงอาหารสภาเหลือทิ้งของส.ส. กับมื้อ 22 บ.ของเด็กไทย!!

Share
Share

ขณะที่ทั่วโลกต่างรณรงค์กันอย่างจริงจังเรื่อง Food Waste (ขยะอาหาร) ตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางผู้คนที่ขาดแคลนอาหารในสังคมหลายประเทศ แต่สภาไทยกลับเป็นอีกแหล่งผลิต “ขยะอาหาร” ที่ฟุ่มเฟือยเหลือทิ้งที่มีไว้ให้เหล่าส.ส. กินทิ้งกินขว้าง ไม่เท่านั้น ส.ส.พรรครัฐบาลบางคนยังขาดการตระหนักรู้เรื่องนี้ จนนำไปสู่การล้อเลียนเสียดสี ส.ส.หญิงที่นำอาหารเหลือของสภากลับบ้านด้วยความเสียดาย!

เรื่องราวเหลือเชื่อที่ไม่น่าเกิดกับผู้แทนราษฎรไทย จากกรณีที่มี ส.ส.ชายคนหนึ่งจากพรรคภูมิใจไทย ไปแอบถ่ายภาพ น.ส.สิริลภัส กองตระการ หรือ หมิว ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล แล้วโพสต์ลงโซเชียลโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมว่า “ลักลอบนำอาหารสภากลับบ้าน” จนกลายเป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทั้งเรื่องไม่เป็นสุภาพบุรุษของ ส.ส.ชาย และการแอบถ่ายผู้อื่นโดยเจ้าตัวไม่ยินยอม ทำให้เกิดความเสียหายเป็นความผิดตามกฏหมาย จนถึงกล่าวโจมตีส.ส.หญิงก็มี กระทั่งนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่สอง ที่เป็นประธานการประชุมสภาในวันที่ 7 ก.ย.ได้ชี้แจงว่า “ไม่ผิดที่หลังจากเลิกประชุมแล้วสส.จะเอาหารกลับบ้าน และตอนนี้เรามีห้องส่วนตัวของสส. อาจจะมีผู้ติดตาม ผู้ช่วยสส.มาช่วยทำงาน ถ้าจะเอาอาหารไปที่ห้องให้สส.ก็สามารถนำไปได้ และถ้าปิดประชุมก่อน หรือกรณีปิดประชุมกะทันหัน อาหารเหลือเยอะ ปกติจะเอาไปบริจาคตามหน่วยงานต่างๆ แต่บริจาคเท่าไหร่ก็เหลือเน่า เพราะรับประทานไม่ทัน ไม่มีที่เก็บ จึงคิดว่าไม่มีกฎหมายห้ามรับประทานในสภาหรือเอากลับบ้าน”

หมอทศพร สส.เพื่อไทย นำอาหารสภาเหลือๆ ไปแจกคนไร้บ้าน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีคนไทยอีกไม่น้อยโดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยลที่สามารถหาข้อมูลความรู้ได้ไม่ยาก แต่กลับขาดความเข้าใจ ไร้การตระหนักรู้หรือใส่ใจต่อปัญหาขยะอาหารที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤติทั่วโลก โดยในประเทศไทย มีการสร้างขยะมูลฝอยเฉลี่ยคนละ 1.3 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งร้อยละ 64 ของขยะทั้งหมดเป็น “ขยะอาหาร” ปัญหาใหญ่คือการขาดประสิทธิภาพในการจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างเหมาะสม ทำให้ขยะอาหารราว 20 ล้านตันต่อปีของไทย กลายเป็นขยะตกค้างที่ถูกนำไปฝังกลบอย่างมักง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทิ้งขยะอาหารอาจไม่เคยใส่ใจรับรู้ด้วยซ้ำ

ข้อมูลจาก National Geographic ระบุว่า แม้ในความเป็นจริงโลกของเราจะมีทรัพยากรเพียงพอที่จะผลิตอาหารให้แก่มนุษย์ทุกคน แต่ในปัจจุบันนี้มีอาหารมากถึง 1 ใน 3 ส่วนของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมดถูกทิ้งให้กลายเป็น “ขยะอาหาร” โดยคิดเป็นน้ำหนักกว่า 1.3 พันล้านตันทั่วโลกทุกปี ขยะเหล่านี้มาจากอาหารที่เหลือทิ้ง แทนที่จะถูกนำไปเลี้ยงดูผู้คนที่ขาดแคลนในประเทศต่างๆ

ส่วนสาเหตุหลักของการเกิดขยะอาหารทั่วโลก คือ การจัดการที่ขาดประสิทธิภาพของร้านค้าปลีก และพฤติกรรมฟุ่มเฟือยของผู้บริโภค ซึ่งเกี่ยวโยงถึงการวางแผนจัดเตรียมอาหารและสินค้าที่ไม่เหมาะสม การทิ้งอาหารที่ยังรับประทานได้ และการซื้ออาหารเกินความจำเป็น รวมถึงการขาดความเข้าใจหรือสับสนต่อวันหมดอายุบนฉลากสินค้า

ในขณะที่บางคนเมินเฉยต่อปัญหานี้อย่างไม่แยแส แต่โลกก็ยังมีคนที่ตระหนักในเรื่องของ Food Waste เป็นคนที่รู้สึกเสียดายเมื่อต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด ความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ โลกนี้ยังมีผู้คนอีกกว่า 690 ล้านคนที่ขาดแคลนอาหาร นี่เป็นเพียงตัวเลขในปี 2561 ทว่าจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก(WHO) พบว่าหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขของประชากรที่ขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นเกือบ 60 ล้านคน โดยการขาดแคลนอาหารเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซุกซ่อนอยู่หลังภาพความหิวโหยของประชากรเหล่านี้

Photo by Prakash SINGH / AFP and UNICEF

สำหรับประเทศไทย มีข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ “Penguin Homeless – เรื่องเล่า ข่าวคราว ของคนไร้บ้าน” เปิดผลการแจงนับคนไร้บ้านทั่วประเทศในปี 2566 พบผลการแจงนับคนไร้บ้านทั้งประเทศไทย จากความร่วมมือของ สสส. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิกระจกเงา และมูลนิธิอิสรชน พบคนไร้บ้านทั้งในพื้นที่สาธารณะ และในศูนย์พักพิง จำนวนรวม 2,499 คน โดยคนไร้บ้านเหล่านี้ก็คือ คนที่ไม่เคยกินอาหารครบ 3 มื้อ ส่วนใหญ่อดอาหารอยู่หลายวัน โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30

ที่แย่กว่านั้นมีข้อมูลจาก ‘สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย' พบว่า ปัจจุบันเด็กไทย ซึ่งเป็นอนาคตของชาติยังได้รับอาหารไม่เพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ดูจะสวนทางกับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก หรือแค่เป็นครัวของระดับอาเซียนก็คงยาก เนื่องจากพบข้อมูลว่า เด็กก่อนวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารถึงร้อยละ 25 ขณะที่เด็กในวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารร้อยละ 20 นอกจากนี้ยังพบว่า มีการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกหลักโภชนาการด้วย

ชะตากรรมอาหารกลางวันของเด็กไทย มูลค่า 22 บ.
“อาหารสภา” มื้ออลังการของ ส.ส. ที่กลายเป็น Food Waste ในที่สุด

เมื่อปลายปีก่อน ครม.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเพิ่มค่าอาหารกลางวันของนักเรียนชั้นเด็กเล็ก-ป.6 ทั่วประเทศ จาก 21 บาท เป็น 22 บาท ขณะที่งบอาหารของ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ เฉลี่ยตกวันละ 1,000 บาท กินกันแบบเหลือเฟือ ทิ้งๆ ขว้างๆ จนกลายเป็นขยะอาหารจำนวนมหาศาลในแต่ละเดือน

ขยะอาหารเหล่านี้นอกจากจะสร้างปัญหากลายเป็นขยะตกค้างที่สร้างมลพิษแล้ว องค์การอาหารโลกยังเปรียบเทียบว่าหากขยะอาหารเป็น 1 ประเทศ ประเทศนี้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก การลดปริมาณขยะอาหารจึงเริ่มได้จากที่บ้านทุกคน ไปจนถึงที่ทำงาน และควรเริ่มที่สภาไทยกับรัฐบาลไทยด้วย ว่าจะเอาจริงเอาจังเช่นที่ทั่วโลกกำลังรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างแข็งขันหรือไม่

ฝรั่งเศส คือประเทศแรกในโลกที่เป็นต้นแบบในการใช้ “กฎหมายต่อต้านขยะอาหาร”

ดูตัวอย่างได้จาก ฝรั่งเศส ที่เป็น “ประเทศต้นแบบ” ของการจัดการกับขยะอาหารที่มีประสิทธิภาพ จากกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านขยะอาหาร ที่มีการกำหนดให้ร้านค้าปลีกที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 400 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องบริจาคสินค้าอาหารที่ยังรับประทานได้ แก่มูลนิธิรับบริจาคอาหารต่างๆ ซึ่งหากร้านค้าเหล่านี้ไม่ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะมีโทษปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 125,000 บาท ขณะเดียวกันผู้บริจาคจะได้รับเครดิตภาษีสูงถึงร้อยละ 60 ของมูลค่าอาหารที่บริจาคอีกด้วย ทำให้ในประเทศมีการบริจาคอาหารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในปี 2017 เป็นต้นมา ทำให้มีองค์กรกลางเข้ามาบริหารจัดการกับอาหารส่วนเกินเหล่านี้ อีกกว่า 5,000 องค์กร

ทุกวันนี้อาหารจากการผลิตมากกว่า 30% ที่ถูกทิ้งทั่วโลกในแต่ละปี ชี้ให้เห็นว่าเรามีอาหารเพียงพอต่อคนทั้งโลก แต่อาหารเหล่านี้กลับไม่สามารถแจกจ่ายให้คนทั้งโลกที่ต้องการได้ ทั้งยังถูกทิ้งอย่างไร้ค่า แน่นอนว่าไม่ใช่แค่อาหารแต่เป็นต้นทุนทุกอย่างตั้งแต่การผลิต ผืนป่าที่ถูกถางเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ผู้คนที่ต้องอพยพเนื่องจากขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภค อันมาจากความต้องการใช้น้ำมหาศาลของอุตสาหกรรมอาหาร ดินที่ปนเปื้อน อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง และสุดท้ายคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลของอุตสาหกรรมเหล่านี้

“ขยะอาหาร” ในอุตสาหกรรมอาหาร

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรทั้งหมดราว 9,800 ล้านคน เพิ่มขึ้นมาอีกมากกว่า 1,900 ล้านคนในอีก 29 ปีข้างหน้า ภัยจากภาวะการขาดแคลนอาหารอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแย่งชิงทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งการเพาะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ก็ต้องแลกมาซึ่งการสูญเสียป่าไม้ สูญเสียน้ำจืดในปริมาณมหาศาล รวมถึงผลกระทบจากการปล่อยสารเคมีและมลพิษต่างๆ สู่สิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ในระบบห่วงโซ่อาหารทุกวันนี้กลับขาดความใส่ใจที่จะคำนึงถึงเรื่อง ‘ขยะอาหารและการสูญเสียอาหาร' แค่ดูจากกรณีแอบถ่ายส.ส.ที่นำอาหารเหลือของสภากลับบ้านมาเป็นประเด็น ก็พอจะเห็นแล้วว่า ยังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดทั้งข้อมูลความรู้และการตระหนักรู้ถึงปัญหาที่กำลังคุกคามโลกของเราอยู่ในขณะนี้!

 

เรียบเรียง: ฮัลวา ตาญี

อ้างอิงข้อมูล: National Geographic , Greenpeace, UNICEF, มูลนิธิกระจกเงา

 

Share

ข่าวแนะนำ