ฟันธง! สันติสุข 3 จชต.จบยาก ‘บีอาร์เอ็น’ เหิมเกริม ลอบบึ้ม! คีย์แมนฝ่ายไทย แถมมือที่สามช่วยขยี้

ความหวังสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ดูท่าจะมืดมนไปอีกนาน เมื่อขบวนการก่อความไม่สงบที่มุ่งหวังแบ่งแยกดินแดนอย่าง ‘บี.อาร์.เอ็น” ป่วนหนักและเล่นแรงด้วยวิธีที่ห่างหายไปนานอย่าง การลอบนำระเบิดผูกติดใต้ท้องรถ หวังสังหารคีย์แมนในคณะเจรจาสันติสุขฝ่ายไทย ‘อุซตาสสายูตี หะยีตาเห’ – ‘อิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์’ เหตุจากถูกเบรคเรื่อง “ย้ายโต๊ะเจรจาไปยุโรป”

ระเบิดที่ถูกพบเมื่อวันอาทิตย์ 12 มี.ค.66 เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบและดำเนินการปลดระเบิดที่ติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว ในโรงจอดรถ ภายในบ้านเลขที่ 1/1 ม.3 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นของ “นายสายูตี หะยีตาเห” อุซตาสหรือครูสอนศาสนาของโรงเรียนปอเนาะพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เขาเป็นหนึ่งในคณะพูดคุยสันติสุข อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ร่วมก่อตั้ง “มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร” หน่วยกู้ชีพกู้ภัยเอกชนในพื้นที่จชต.

ก่อนหน้านั้นลูกสาวของนายสายูตี พร้อมเพื่อนผู้หญิง 2 คน ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าว เดินทางไปปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยใช้เส้นทางสายมายอ-ยะรัง จากนั้นได้เดินทางไปรับเพื่อนที่ จ.ยะลา โดยใช้เส้นทางยะรัง-ยะลา และเดินทางกลับบ้านโดยใช้เส้นทางยะลา-มายอ และจอดรถไว้ในโรงจอดรถหน้าบ้าน

หลังจากนั้นช่วงค่ำหลานได้ออกตามหาแมวภายในบ้าน โดยใช้ไฟฉายส่องดูใต้ท้องรถมิตซูบิชิปาเจโร่ พบสายไฟห้อยอยู่ใต้ท้องรถ และพบถังแก๊สผูกติดอยู่ใต้ท้องรถด้วย จึงรีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่นำไปสู่การเก็บกู้ระเบิดได้แบบหวุดหวิด

ผลจากการแขวนระเบิดใต้ท้องรถปาเจโร่ได้กระตุกฝ่ายความมั่นคงในจชต.ให้ตื่นตัวและออกคำเตือนประชาชนให้ระวัง โดยเฉพาะในห้วง “เดือนรอมฎอน” เทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม

“ตอนนี้ใกล้เดือนรอมฎอน อาจจะมีการก่อเหตุในลักษณะที่เราคาดไม่ถึง อาจจะใช้ยานพาหนะของประชาชนทั่วๆไป หรือใช้ยานพาหนะของคนอื่นๆ ที่เข้ามา และอาจเข้าไปในพื้นที่ของทางราชการ หรือชุมชนต่างๆ จึงอยากให้ประชาชนช่วยเฝ้าดูกัน” พลโทศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวย้ำ

เบื้องลึกเหตุลอบนำระเบิดผูกติดใต้ท้องรถเพื่อก่อเหตุนั้นเป็นวิธีการที่ห่างหายไปนาน จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำยืนยันของ “พลโทศานติ ศกุนตนาค” แม่ทัพภาคที่ 4 โดยมักจะหวังผลที่เป้าหมายหลักคือ ระดับตัวสำคัญ เพื่อหวังผลสั่นสะเทือน แม้เป็นวิธีที่ยุ่งยากต้องใช้เวลาติดตั้งนาน และเสี่ยงถูกจับกุมได้ง่ายแต่ก็เลือกวิธีนี้

เนื่องจากอุสตาชสายูตี คือมือขวาคนสนิทของนายอิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ประธานมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ที่เป็นมือประสานคนสำคัญในคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย

ซึ่งในวันที่ 11 มี.ค. นั้นอุสตาซสายูตีก็เตรียมจะนำรถปาเจโร่คันดังกล่าวไปรับนายอิสกันดาร์ ที่สำนักงานใหญ่มูลนิธิฮิลาลอะห์มัรตามปกติ แต่บังเอิญลูกสาวได้ขอนำรถปาเจโร่คันดังกล่าวไปใช้ทำธุระ อุสตาชจึงใช้รถคันอื่นไปรับนายอิสกันดาร์แทน

คาดว่าแผนของฝ่ายขบวนการต้องการให้อุสตาซสายูตีใช้รถรถปาเจโร่ที่ถูกติดระเบิดไว้ใต้ท้องไปรับนายอิสกันดาร์ ที่สำนักงานใหญ่มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร และจุดระเบิดหลังสองคนขึ้นรถที่หน้าสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ” แหล่งข่าวเปิดเผย

หากเป็นไปตามแผนการสังหาร 2 บุคคลสำคัญในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ด้วย “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองปัตตานี และอยู่ใกล้โรงแรมซีเอส ที่ถือเป็นเซฟตี้โซน ก็จะเป็นการก่อความรุนแรงในเชิงคุณภาพ ที่ทำให้สถานการณ์จชต.ยกระดับเข้าสู่องศาเดือดอีกครั้ง!

“อิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์” กับ “อุสต๊าซสายูตี หะยีตาเห” ทั้งสองคนทำงานขับเคลื่อนอยู่ใน “คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของฝ่ายไทย อีกทั้งเชื่อมโยงกับมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร โดยคนหนึ่งเป็นประธาน อีกคนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ก่อนหน้าจะพบเหตุ “ระเบิดผูกติดใต้ท้องรถมิตซูบิชิ ปาเจโร่” เพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุการณ์ “คนร้ายลอบเผารถมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร” (เมื่อวันพุธ ที่ 8 มี.ค. 66 เมื่อเวลา 03.30 น.) ซึ่งจอดอยู่หน้าศูนย์ปฏิบัติยะหริ่ง มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร บ้านบือเจาะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ริมทางหลวงสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส

ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีความเชื่อมโยงกัน

แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ชนวนเหตุที่กลุ่มก่อความไม่สงบ หรือ บีอาร์เอ็น มุ่งเป้าลอบฆ่า “อิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์” กับ “อุสต๊าซสายูตี หะยีตาเห” สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนการพูดคุยสันติสุขครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 21-22 กพ.ที่ผ่านมา โดยฝ่ายบีอาร์เอ็นมีความพยายามที่จะเสนอให้มีการย้ายสถานที่พูดคุยจากมาเลเซียไปยังประเทศในยุโรป และมีการกดดันมายังคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย

แต่ผู้ที่คัดค้านเสียงแข็งก็คือ นายอิสกันดาร์และคณะ ที่มองว่าเป็นผลเสียมากกว่าได้ จากการย้ายโต๊ะเจรจาไปยุโรป และที่สุดผู้มีอำนาจในคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยก็ได้ยึดเอาตามความเห็นของนายอิสกันดาร์และคณะทำงาน

หลังฝ่ายไทยปฏิเสธขอเสนอย้ายสถานที่พูดคุยไปยุโรป ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็มีความพยายามจะล้มการเจรจา แต่ด้วยการกดดันของ “พลเอก ตันศรี ดาโตะซรี ซุลกีฟลี ไซนัล อะบิดิน” คนกลางผู้ประสานฝ่ายมาเลเซีย ในที่สุดบีอาร์เอ็นจึงต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา มิฉะนั้นพวกเขาจะอาศัยอยู่ในมาเลเซียลำบาก นั่นจึงทำให้เกิดการพูดคุยสันติสุขครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 21-22 กพ.ที่ผ่านมา แม้จะมีบางคนในทีมเจรจาฝ่ายไทยที่เห็นด้วยกับการย้ายโต๊ะเจรจาไปยุโรป เพียงเพราะหวังค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงที่จะได้เพิ่มมากขึ้น และเจ้าหน้าที่เหล่านี้บางส่วนมีการประสานงานกับฝ่ายบีอาร์เอ็น จึงเป็นไปได้ว่าอาจทำให้ข้อมูลหลุดไปยังฝ่ายบีอาร์เอ็น

และเนื่องจากเป้าหมายหลักของบีอาร์เอ็นคือ เรื่อง “เอกราช” และการ “ปลดปล่อยปาตานี” หรือ “การปกครองตนเอง” ฝ่ายบีอาร์เอ็น จึงคาดหวังว่าการย้ายโต๊ะเจรจาไปยุโรป คือการเพิ่มโอกาสสู่เป้าหมายนี้ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายไทยไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นสำคัญของชนวนเหตุความขัดแย้งรุนแรงนี้ยังมี “ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายไทยและบีอาร์เอ็น ต่างก็มีต่างชาติเข้ามาร่วมเป็นผู้วางแผนจัดตั้งกลไก​ทั้งสองฝ่าย…อยู่ที่ต้องวัดกันว่า ฝ่ายไหนแข็งแกร่งและชอบธรรมมากกว่ากัน

ความหวังที่จะเห็นการสร้างสันติสุขคืนความสงบมาสู่ จชต.จึงเป็นเรื่องที่ดูจะยังห่างไกลเหลือเกิน…

 

ฮัลวา ตาญี – รายงาน

ภาพ – The Public Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *