เปิดข้อมูลบริษัทรับเหมาก่อสร้างจากจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ สตง. ถล่ม

ปลายเดือนมีนาคม 2568 เกิดเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ (โครงการ สตง.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเกิดการพังถล่มบางส่วนในกรุงเทพฯ โดยอาคารดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของกิจการร่วมค้า “ไอทีดี–ซีอาร์อีซี” ซึ่งหนึ่งในผู้รับเหมาหลักคือ บริษัท China Railway No.10 Engineering Group (CR10) จากประเทศจีน
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียและความโศกเศร้าให้กับประชาชนจำนวนมาก และนำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญว่า:
เหตุใดรัฐบาลไทยจึงมอบหมายโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาทให้กับบริษัทที่เคยมีประวัติปัญหาในหลายประเทศ?
บริษัท China Railway No.10 คือใคร?
China Railway No.10 Engineering Group Co., Ltd. (CR10) เป็นบริษัทในเครือของ China Railway Engineering Corporation (CREC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการก่อสร้างของรัฐบาลจีน และมีประสบการณ์ดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกาใต้
บริษัทฯ มักเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมค้าหรือกลุ่มผู้รับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในโครงการรถไฟ ทางด่วน สะพาน และโครงการเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ
ประวัติปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับ CR10 และบริษัทในเครือ CREC
1. เคนยา (2017) – สะพานถล่มก่อนเปิดใช้งาน

-
ในปี 2017 สะพาน Sigiri ในประเทศเคนยา ซึ่งสร้างเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งแม่น้ำถูกรัฐบาลเคนยาผลักดันให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุพังถล่มในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้คนงานได้รับบาดเจ็บกว่า 27 ราย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียง 2 สัปดาห์ ประธานาธิบดีอูฮูรู เคนยัตตา เพิ่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการก่อสร้าง
สะพานดังกล่าวดำเนินการโดย COVEC (บริษัทในเครือ CREC) โดยมี CR10 เข้ามาเป็นหน่วยสนับสนุนงานเร่งด่วนในช่วงท้าย รายงานสอบสวนพบว่า ความผิดพลาดมาจากการเทคอนกรีตในช่วงเวลาและอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดพื้นฐานด้านวิศวกรรม
หลังเหตุการณ์ ศาลแรงงานของเคนยาได้มีคำสั่งให้ CR10 ชดเชยเงินแก่แรงงาน 7 รายจากกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ของผู้รับเหมาจีนในโครงการนี้ก็ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง
2. โปแลนด์ (2011) – ผู้รับเหมาถอนตัวกลางคันจากโครงการมอเตอร์เวย์
-
ในปี 2010 บริษัท COVEC ในเครือ CREC (ซึ่งมี CR10 เป็นผู้สนับสนุนทางเทคนิค) ชนะประมูลสร้างทางด่วน A2 ระยะทาง 49 กม. ช่วงวอร์ซอ–ลอดซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนโครงสร้างพื้นฐานรองรับฟุตบอลยูโร 2012
แม้เสนอราคาต่ำมากจนชนะการประมูล (เพียง ~€317 ล้านยูโร) แต่โครงการกลับประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักระหว่างดำเนินงาน บริษัทจึงขอเพิ่มงบ แต่ถูกปฏิเสธและตัดสินใจถอนตัวกลางคัน ทิ้งให้โครงการล่าช้าอย่างมาก
รัฐบาลโปแลนด์ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทจีน ขณะที่สื่อท้องถิ่นขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “COVEC trauma” ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาว่าการเสนอราคาต่ำสุดไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป และสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงและต้นทุนที่ล้มเหลวของผู้รับเหมาจีน
3. บอสเนีย (2021) – โครงการรถรางที่ถูกวิจารณ์เรื่องขาดความโปร่งใส

-
ปี 2021 กลุ่มกิจการร่วมค้าของจีน (Shandong International + CR10) ได้รับสัญญาปรับปรุงโครงการรถรางในกรุงซาราเยโว มูลค่ากว่า 20 ล้านยูโร โดยเสนอราคาต่ำกว่าผู้ประมูลรายอื่นราว 6.3 ล้านยูโร
สิ่งที่ถูกวิจารณ์หนักคือการที่หน่วยงานรัฐปฏิเสธเปิดเผยรายละเอียดของสัญญา แม้จะมีข้อกฎหมายกำหนดให้ต้องโปร่งใส ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างและความปลอดภัยแสดงความกังวลว่า โครงการอาจถูกผลักดันจากราคาถูกเป็นหลัก มากกว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมา
4. เวเนซุเอลา (2009–2016) – โครงการรถไฟล่าช้าและละเมิดสิทธิแรงงาน

-
โครงการรถไฟความเร็วสูง Tinaco–Anaco ระยะทาง 468 กม. ซึ่งได้รับเงินทุนจากรัฐบาลจีน เริ่มก่อสร้างในปี 2009 ด้วยความหวังว่าจะเป็นรถไฟสายแรกของอเมริกาใต้ แต่กลับกลายเป็นโครงการที่ถูกทิ้งร้างกลางทาง
การก่อสร้างล่าช้าเกินกว่า 4 ปี โดยช่วงหลังแทบไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากรัฐบาลเวเนซุเอลาขาดงบจ่ายค่าจ้างให้ผู้รับเหมาจีน รวมถึงเกิดปัญหาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานท้องถิ่น เช่น การจ้างแรงงานโดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ไม่ปรับขึ้นค่าแรงตามกฎหมาย และไม่มีล่ามแปลแบบแปลน ทำให้เกิดความผิดพลาดในงานและความขัดแย้งแรงงานบานปลาย
โครงการถูกละทิ้งอย่างสิ้นเชิงภายในปี 2016 ชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนเข้าไปลักขโมยวัสดุและทำลายโครงสร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแล
คำถามสำคัญต่อรัฐบาลไทย
แม้การคัดเลือกผู้รับเหมาจะผ่านขั้นตอนตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติของบริษัทจีนรายนี้ คำถามคือ:
- มีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติในต่างประเทศหรือไม่?
- การเสนอราคาต่ำ (โครงการ สตง. ห่างจากราคากลางกว่า 380 ล้านบาท) ส่งผลต่อคุณภาพโครงสร้างหรือไม่?
- กลไกกำกับและตรวจรับงานของไทยสามารถป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือ?
ทำไมบทเรียนจากต่างประเทศจึงควรถูกนำมาพิจารณา?
กรณีในเคนยา โปแลนด์ บอสเนีย และเวเนซุเอลา สะท้อนรูปแบบปัญหาที่คล้ายกัน ได้แก่ การเสนอราคาต่ำเพื่อให้ได้งาน การละเมิดมาตรฐานท้องถิ่น ความล่าช้า ข้อพิพาทด้านแรงงาน และคุณภาพงานก่อสร้างที่ถูกตั้งคำถาม
ประเทศไทยควรใช้บทเรียนเหล่านี้มาเป็นเกณฑ์พิจารณาเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ และหลีกเลี่ยงความสูญเสียซ้ำรอยในอนาคต
โปร่งใส ไม่ได้แปลว่าแค่ผ่านระบบ
การใช้บริษัทต่างชาติในโครงการรัฐไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความโปร่งใสและการคำนึงถึงประวัติในระดับสากล คือมาตรฐานที่ภาครัฐควรยึดถือ หากไม่ต้องการให้ “ความสูญเสียจากความประมาท” กลายเป็นเรื่องซ้ำซากในประเทศ
หมายเหตุ: โลโก้บริษัทในบทความนี้ใช้เพื่อประกอบการรายงานข่าว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์หรือการล่วงละเมิดสิทธิใด ๆ ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
แหล่งอ้างอิง:
- BIRN Africa / Balkan Insight / Sarajevo Times / Dialogue Earth / กรุงเทพธุรกิจ / Nation.africa