เปิดแผนปฏิบัติการจัดการมลพิษศรีราชาหลังน้ำมันดิบรั่วจากทุ่นผูกเรือของไทยออยล์

กรมเจ้าท่า สรุปสถานการณ์และการปฏิบัติงานป้องกันและขจัดมลพิษ กรณีน้ำมันดิบรั่วไหล จากทุ่นผูกเรือของบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปลอดภัย ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน แถลงข่าวสรุปผลสถานการณ์การปฏิบัติงาน และการขจัดคราบน้ำมันดิบรั่วไหลจากทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบเดี่ยวของบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ร่วมกับ พลเรือเอกปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ พลเรือโท พิชัย ล้อชูสกุล ผบ.ทรภ. 1 และ ผบ. ศรชล. ภาค 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน นายนริศ นิรามัยวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายณัฐพล มีฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการกลั่น ผู้แทนบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กรณีเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเล ระหว่างเรือ KALLISTA (IMO 9411965) สัญชาติ ปานามา ทำการขนถ่ายสินค้า CRUDE OIL บริเวณทุ่น SBM 2 ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ณ บริเวณทะเลอ่าวไทย อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยภายหลังเกิดเหตุ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาชลบุรี ร่วมกับ บมจ.ไทยออยล์ เข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุทันที โดยทำการปิดวาล์วท่อน้ำมันที่เกิดปัญหาและวางทุ่นล้อมคราบน้ำมัน เพื่อป้องกันและจำกัดการแพร่กระจาย ทำให้ขณะนี้ไม่มีน้ำมันรั่วไหลเพิ่มเติมและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปลอดภัย เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ในฐานะศูนย์ประสานงานป้องกัน และขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (ศูนย์ประสานงานฯ) ภายใต้คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า เร่งดำเนินการขจัดคราบน้ำมันดิบรั่วไหลฯ เพื่อลดผลกระทบกับประชาชน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้น้อยที่สุด จึงได้ประสานกับกองทัพเรือจัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (ศูนย์ควบคุมฯ) โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนชาติ อาทิ กองทัพเรือ ทัพเรือภาคที่ 1 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดชลบุรี สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ได้เข้าพื้นที่ปฏิบัติงานขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2566 โดยได้บูรณาการเรือและกำลังเจ้าหน้าที่ อาทิ เรือขจัดคราบน้ำมันชลธารานุรักษ์ เรือตรวจการณ์เจ้าท่า 804 เรือหลวงตาชัย เรือหลวงแสมสาร เรือ ต.235 พร้อมกำลังพล และเรือเอกชนจำนวน 10 ลำ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือ จากหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันน้ำมันเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่งเกาะสีชัง โดยปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการใช้สารขจัดคราบน้ำมันฉีดพ่นทางอากาศ และจากเรือภาคที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมควบคุมมลพิษ โดยการปฏิบัติงานถึงวันนี้ (5 กันยายน 2566) รวมระยะเวลา 2 วัน

รองอธิบดีกรมเจ้าท่าฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ฯ ได้ร่วมบัญชาการสถานการณ์กับ ทรภ.1 ศรชล. และจังหวัดชลบุรี บนเรือตรวจการณ์เจ้าท่า 804 โดยวางแผนการขจัดคราบน้ำมันตามทิศทางการเคลื่อนตัวและภาพถ่ายทางอากาศ โดยได้สั่งการให้นำเรือและอุปกรณ์ ประกอบด้วย เรือขจัดคราบน้ำมันชลธารานุรักษ์ เรือตรวจการณ์เจ้าท่า 804 เรือหลวงตาชัย เรือหลวงแสมสาร เรือ ต.235 พร้อมกำลังพล และเรือเอกชนจำนวน 10 ลำ พร้อมทุ่นกักน้ำมัน 4 เส้น ในการปฏิบัติการลาดตระเวน พ่นสารขจัดคราบน้ำมัน และตีกวนเพื่อทำให้คราบน้ำมันแตกตัวก่อนเข้าสู่ชายฝั่ง และพื้นที่อ่อนไหว ทั้งนี้ สามารถคาดการณ์ปริมาณการรั่วไหลประมาณ 60 ตัน โดยมวลน้ำมันดิบเคลื่อนตัวจากทุ่น SBM ไปตามกระแสลมและคลื่น ทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสภาพอากาศ ทิศทางกระแสลมพัดจากตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็วลมเฉลี่ย 10 – 15 นอต ความสูงคลื่น 1 – 1.5 เมตร จากการใช้โปรแกรมคำนวณการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันจากกรมควบคุมมลพิษ ผลการคำนวนทิศทางมวลน้ำมันจะเคลื่อนตัวผ่านเกาะค้างคาว และด้านตะวันออกของเกาะสีชัง นอกจากนี้ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาชลบุรี ได้ดำเนินการออกคำสั่งระงับการใช้งานทุ่นเทียบเรือ SBM2 ที่เกิดเหตุ และประกาศแจ้งให้ระมัดระวังการเดินเรือในพื้นที่ อีกทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำความผิดตาม พรบ.การเดินเรือฯ ตามบันทึกประจำวันและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับ บมจ.ไทยออยล์ จัดตั้งศูนย์ประสานงานในการดำเนินการช่วงเวลากลางคืน วางทุ่นกักน้ำมันจำนวน 3 ปาก ดักคราบน้ำมันในเส้นทางที่คาดว่ามวลน้ำมันจะเคลื่อนตัวไปและขออุปกรณ์ในการป้องกันและขจัดคราบน้ำมันจากหน่วยงานที่มีศักยภาพมาเตรียมพร้อมในพื้นที่ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *