Home เศรษฐกิจ - ธุรกิจ “อักษรศรี พานิชสาส์น” ชี้จีนยุคสีจิ้นผิง คิดใหญ่มองไกล เดินเกมอย่างแยบยล เน้นเสถียรภาพ-ความมั่นคง ตั้งเป้าฟื้นฟูชาติให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
เศรษฐกิจ - ธุรกิจ

“อักษรศรี พานิชสาส์น” ชี้จีนยุคสีจิ้นผิง คิดใหญ่มองไกล เดินเกมอย่างแยบยล เน้นเสถียรภาพ-ความมั่นคง ตั้งเป้าฟื้นฟูชาติให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

Share
Share

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ชี้จีนยุคสีจิ้นผิง คิดใหญ่มองไกล และเดินเกมอย่างแยบยล เน้นเสถียรภาพและความมั่นคง ตั้งเป้า“ฟื้นฟูชาติ” ให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมเตือนผู้ประกอบการไทย จีนมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ต้องตีโจทย์อ่านทิศทางจีนอย่างรู้เท่าทัน

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดการบรรยายพิเศษในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 ณ ห้องเพชรชมพู โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีนชั้นนำของประเทศไทย เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ภาวะผู้นำแบบสีจิ้นผิง” ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ได้เริ่มต้นการวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ที่ “ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง” ในยุคสีจิ้นผิง จีนกลายเป็นมหาอำนาจที่โลกต้องเกรงใจ และย้ำว่า จีนมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน เราไม่ควรมองจีนผ่านแว่นตะวันตกเพียงมุมเดียว โดยชี้ให้เห็นว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคือผู้นำจีนที่ไม่ยอมเดินตามเกมชาติตะวันตก และพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เพื่อพลิกโฉมจีน และพลิกเกมในระดับโลก สีจิ้นผิงเป็นเสมือน Game Changer และทำหลายเรื่องที่แตกต่างจากผู้นำจีนในยุคก่อนหน้า

เส้นทางชีวิตของสีจิ้นผิง กว่าจะกลายมาเป็นผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน แม้จะเกิดมาเป็นลูกชายรองนายกฯ ของจีนใช้ชีวิตใน “จงหนานไห่” ในวัยเด็ก แต่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม สีจิ้นผิงต้องถูกส่งไปตรากตรำทำงานในชนบทที่หมู่บ้านยากจน ชื่อหมู่บ้านเหลียงเจียเหอ ก่อนจะกลับมากรุงปักกิ่งอีกครั้ง จนเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มทำงานในระดับท้องถิ่นมาตามลำดับ โดยเฉพาะการทำงานที่มณฑลฝูเจี้ยนนานกว่า 17ปี ก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นผู้นำระดับมณฑล และก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มาในที่สุดได้กลายมาเป็นเบอร์หนึ่งผู้กุมบังเหียนพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันนี้ สีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่มีความนิ่งลุ่มลึก ไม่โฉ่งฉ่าง แต่เฉียบขาด รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม (right timing) ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญจีนในจังหวะเวลาที่สีจิ้นผิงได้รับความนิยมจากคนจีนอย่างเต็มที่ (จากผลงานการปราบคอร์รัปชัน) ทำให้ไม่มีแรงต้าน และเลือกเดินเกมอย่างแยบยล กล้าตัดสินใจอย่างเฉียบขาด และมีแบบแผนขั้นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วลงมือทำจนสำเร็จ แม้ต้องใช้เวลา เช่น การขจัดความยากจน

หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองและธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้นำจีนในแต่ละยุคสมัยมีแนวคิดหลักที่แตกต่างกันออกไป โดยผู้นำรุ่นแรกอย่างเหมา เจ๋อตง เน้น “สร้างชาติ” และมีแนวทางลัทธินิยม ผู้นำจีนในรุ่นถัดมา เติ้ง เสี่ยวผิง เน้น “พัฒนาชาติ” และมีแนวคิดเศรษฐกิจนิยม เน้นทำมาหากิน ในขณะที่ผู้นำจีนอย่างสี จิ้นผิง เน้น “ฟื้นฟูชาติ” ให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในระดับโลก และการ “รวมชาติ” กับไต้หวัน

สีจิ้นผิงยังได้เน้นปลูกฝัง “ชาตินิยม” อย่างจริงจัง และทำอย่างแนบเนียน คนจีนรุ่นใหม่ในยุคนี้มีความรักชาติยิ่งชีพ (นิตยสาร The Economist ขนานนามคนรุ่นใหม่จีนว่าเป็น “Generation Xi” คือ “เจนสีจิ้นผิง)

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังได้เสนอ “ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนเพื่อศักราชใหม่” ด้วยแนวทาง 14 ข้อ ซึ่งเน้นความรักชาติและการฟื้นฟูชาติ และนำ “ความคิดสีจิ้นผิง ฯ” บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศจีนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2018 เพื่อเป้าหมายให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้หลุดพ้นจากคำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” กลายเป็น “มหาอำนาจโลก”อย่างเต็มภาคภูมิ

กลยุทธ์การบริหารประเทศภายใต้ภาวะผู้นำแบบสีจิ้นผิง ตลอดเวลา 10 กว่าปี (ตั้งแต่ 2013 จนถึงปัจจุบัน) เน้นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวและลงมือทำอย่างแน่วแน่จนสำเร็จ จีนเน้น “การเดินเกมยาว” ไม่ผลีผลาม

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของพรรคในปี 2012 สีจิ้นผิงได้สร้างผลงานเพื่อซื้อใจประชาชนจีน และเพื่อสร้างศรัทธา ด้วยผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้อง นั่นคือ การทำสงครามกับคอร์รัปชัน ลงโทษผู้กระทำผิดทุจริตอย่างเด็ดขาด “ไม่ว่าเสือหรือแมลงวัน” ไม่ลูบหน้าปะจมูก และการทำสงครามขจัดความยากจน ช่วยให้คนยากจนในชนบทจีนหลุดพ้นจากความยากจนได้มากถึง 98.99 ล้านคน ทำให้ธนาคารโลกชื่นชมความสำเร็จในเรื่องเหล่านี้

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงได้เน้นวินัยพรรคฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานรับใช้ประชาชน ไม่ใช่การทำตัวเป็นเจ้านายเหนือกว่าประชาชน ด้วยการประกาศกฎเหล็ก 8 ข้อสำหรับสมาชิกพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อไม่ทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย ไม่ให้มีการสร้างภาพแบบฉาบฉวย และต้องเน้นประหยัด/ไม่ใช้งบหลวงฟุ่มเฟือย ( เช่น ไม่จัดคณะชุดใหญ่ไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น) และต้องเข้าถึงประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง

รศ.ดร.อักษรศรี ได้วิเคราะห์โครงสร้างระบบการเมืองการปกครองของจีนในยุคสีจิ้นผิงที่เรียกว่า “ทุนนิยมโดยรัฐที่มีพรรคฯเป็นใหญ่” หรือ Party-State Capitalism โดยใช้การเมืองนำเศรษฐกิจ ใช้กลไกพรรคฯ /กลไกรัฐเข้าไปกำกับดูแลกลไกเศรษฐกิจ เป็นต้น

ที่สำคัญ ยุคของสีจิ้นผิงเน้น “เสถียรภาพต้องมาก่อน” หรือ Stability First ทำให้หลายครั้ง อาจจะถูกมองว่า ตึงเกินไปหรือเข้มงวดเกินไป เช่น การใช้นโยบายโควิดต้องเป็นศูนย์ (Zero COVID) ที่เข้มงวดมากนานถึง 2-3 ปี รวมทั้งการเน้นการรักษาความมั่นคงในทุกมิติ เช่น ด้านเศรษฐกิจ เน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงอาหาร และความมั่นคงทางสาธารณสุข เป็นต้น

นอกจากนี้ แนวทางสีจิ้นผิงจะเน้น “ตัดไฟแต่ต้นลม “ คือ ป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิด ไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามแล้วค่อยตามแก้ เช่น การจัดการก่อนจะเกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยประกาศว่า “บ้านมีไว้เพื่ออยู่อาศัย ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร” แล้วคุมเข้มการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการจัดระเบียบกลุ่มทุนและบริษัท Big Tech ของจีนที่เอาเปรียบผู้ใช้ (user) และผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็น supplier โดยใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด เป็นต้น

มาตรการหลายด้านของจีนในยุคสีจิ้นผิงจึงมีความเข้มงวดและเน้นจัดระเบียบสังคม รวมทั้งสังคมสื่อโซเชียล ในปี 2014 สีจิ้นผิงได้ตั้งหน่วยงาน Cyberspace Administration of China หรือ CAC ที่เปรียบเสมือนตำรวจไซเบอร์ เพื่อจัดการสื่อขยะออนไลน์ และจัดการไม่ปล่อยให้เกิดข่าวปลอม (Fake News) รวมทั้งการแก้ปัญหาเด็กจีนติดเกม ด้วยการประกาศคุมเวลาเล่นเกมของเยาวชนจีนอายุต่ำกว่า 18 ปี และล่าสุด คือ การจัดระเบียบเรื่อง Influencer ที่จะทำ content ในสื่อโซเชียลให้ความรู้ต่างๆ เช่น ด้านสุขภาพ ก็ต้องเป็นมืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ มีความรู้ในศาสตร์หรือสาขาที่จะพูดออกสื่อ เช่น มีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นต้น

จีนยุคสีจิ้นผิงเป็น “คอมมิวนิสต์ไฮเทค” ที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น การทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาจัดการปัญหาทุจริต การจัดระเบียบสังคมและดูแลความมั่นคงอย่างเข้มข้น

สำหรับยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ ในยุคสีจิ้นผิง จีนเน้นการออกไปมีบทบาทในระดับโลก สร้างพรรคพวกและพันธมิตร สีจิ้นผิงประกาศยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” หรือ Belt and Road Initiative (BRI) มาตั้งแต่ปี 2013 ขยายความร่วมมือกับประเทศทั่วโลก มาจนถึงวันนี้ จีนกลายเป็นมหาอำนาจที่โลกต้องเกรงใจ และสีจิ้นผิงได้ต่อยอดนำเสนอความคิดริเริ่มระดับโลกในด้านต่าง ๆ เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Governance Initiative (GGI) เพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน โดยเน้นการยึดโยงกับ “ระบบพหุภาคี” (Multilateralism) เช่น สหประชาชาติ และสีจิ้นผิงย้ำว่า จีนจะไม่ใช้ลัทธิทำตามอำเภอใจแต่ฝ่ายเดียว หรือ Unilateralism แบบสหรัฐฯ และจีนพยายามนำเสนอภาพให้ว่า จีนไม่ได้มุ่งเน้นการทำตัวเป็นตำรวจโลก และไม่ใช้ “กฎแห่งป่าที่ผู้แข็งแรงกว่าใช้อำนาจข่มขู่/บดขยี้ผู้ที่อ่อนแอกว่าจนต้องแพ้ไป” (แบบสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

ในยุคสีจิ้นผิง จีนเน้นสร้างพันธมิตรในกลุ่มประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) และผลักดันส่งเสริมความร่วมมือของประเทศโลกขั้วใต้ เช่น กลุ่ม BRICS

ในขณะเดียวกัน หากผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบหรือถูกกระทำโดยชาติอื่น จีนจะพร้อมตอบโต้/เอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หรือที่เรียกกันว่า การทูตแบบนักรบหมาป่า (Wolf Warrior Diplomacy) ดังที่เห็นตัวอย่างจีนไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ และประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ภาษีทรัมป์ทันที และใช้หมัดเด็ด คือ การจำกัดการส่งออกแร่หายากไปสหรัฐฯ

จีนยุคนี้พร้อมแสดงจุดยืนที่ชัดเจน สีจิ้นผิงประกาศกร้าวในงานฉลองครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์ว่า “จะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาเหยียบย่ำ” และแสดงจุดยืนเด็ดขาดในประเด็นไต้หวันว่า “อย่าล้ำเส้นแดง” อย่างเด็ดขาด

นโยบายชาตินิยมที่เข้มข้นในยุคสีจิ้นผิง ยังสะท้อนผ่านการจัดงาน Victory Day Parade ในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองที่กองทัพญี่ปุ่นเคยมารุกรานจีน จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของจีน และปลุกกระแสรักชาติให้ชาวจีนไม่ยอมให้ต่างชาติมาย่ำยีจีนอีกต่อไป สีจิ้นผิงประกาศย้ำว่า “จะไม่ยอมให้ใครมาหยุดยั้งภารกิจฟื้นฟูชาติของจีน” เพื่อสร้างชาติจีนให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

สำหรับทิศทางอนาคตจีน สีจิ้นผิงประกาศวิสัยทัศน์ China Vision 2035 เพื่อสร้างจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย ยิ่งใหญ่ และเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ

ด้านเศรษฐกิจ ภายในปี 2035 จีนตั้งเป้าหมายสร้าง “ชนชั้นกลางจีน”ให้เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคน เพื่อสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้โลกต้องพึ่งพา “พลังซื้อ” ของจีน ดังนั้น สีจิ้นผิงจึงเน้นการฟื้นฟูชนบท (Rural Revitalization) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนจีนในชนบท กระจายความเจริญ สร้างความเป็นเมืองให้ชนบท (Urbanization) โดยมองว่า คนจีนในชนบทเหล่านี้ คือ กลุ่มศักยภาพที่จะกลายมาเป็นชนชั้นกลางของจีนให้บรรลุเป้าหมายสร้างชนชั้นกลางให้มากถึง 800 ล้านคน ภายในปี 2035

พร้อมทั้งเร่งขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตัวอย่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนที่เพิ่งประกาศในเดือนมีนาคมปีนี้ เมื่อจีนประกาศแผนแล้ว ก็ลงมือทำทันที ดังนั้น ในเดือนเมษายน กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับกับแผน 5 ปีของชาติฉบับล่าสุดนี้ ด้วยการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ยกเลิกหลักสูตรเก่าๆ ที่ตกยุคและเพิ่มสาขาวิชาใหม่ๆ อีก 38 สาขา เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้าน AI

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.อักษรศรี ได้ให้ข้อสังเกตว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะมีข้อได้เปรียบทางด้านขนาด หรือ Scale Advantage ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยเปรียบเปรยไว้ว่า “เศรษฐกิจของจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ไม่ใช่บ่อน้ำ พายุและคลื่นลมแรงจึงไม่มีวันทำลายมหาสมุทรนี้ลงได้” แต่ในความเป็นจริง จีนก็ยังคงเผชิญกับสารพัดปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า รัฐบาลจีนในยุคสีจิ้นผิงยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เช่น ปัญหาหนี้สินเรื้อรังของรัฐบาลท้องถิ่นจีนและหนี้ครัวเรือน ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ของจีนก็ยังไม่จบ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องสังคมผู้สูงอายุในจีน และในส่วนของมิติทางสังคมและการเมือง จีนยังต้องรับมือกับความท้าทายเรื่องชนกลุ่มน้อย ปัญหามณฑลนิยม ปัญหาคนรวยจนย้ายประเทศ รวมถึงกระแสวัฒนธรรม “ถ่างผิง” หรือการนอนราบของคนรุ่นใหม่จีนที่สะท้อนถึงความสิ้นหวัง เหนื่อยล้าจากสังคมจีนที่มีการแข่งขันสูง คนรุ่นใหม่จีนเหล่านี้จึงต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 ของจีน (เข้างาน 9 โมง เลิก 3 ทุ่ม ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์) ด้วยการใช้ชีวิตแบบสิ้นหวัง นอนขี้เกียจไปวันๆ ไม่ดิ้นรน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ท้าทายที่ผู้นำจีนต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ ดร.อักษรศรีได้กล่าวถึง จุดอ่อนของระบบรวมศูนย์อำนาจแบบจีนและรัฐมีการจัดระเบียบชีวิตของประชาชน หากเข้ามากำกับดูแลหรือควบคุมมากเกินไป จนเกินความพอดี อาจสร้างความอึดอัดให้แก่ประชาชน จนนำไปสู่การต่อต้านทางการเมือง ดังนั้น โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง คือ การรักษาความเหมาะสมและความสมดุล โดยเฉพาะในยุคสีจิ้นผิงที่เคยเกิดบทเรียนจากกรณีการใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไป ทำให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงมีคนจีนออกมาลงถนน เคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายโควิดต้องเป็นศูนย์ (Zero COVID) ที่ตึงเกินไปเมื่อปลายปี 2022

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ได้สรุปของภาวะผู้นำแบบสีจิ้นผิงที่สามารถพลิกโฉมจีน จนกลายเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลก จีนเน้นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ผู้นำมีวิสัยทัศน์ คิดใหญ่มองไกล แล้วลงมือทำจนสำเร็จ ไม่ย่อท้อ และไม่ผลีผลาม โดยจะทดลองนำนโยบายไปใช้ในบางพื้นที่ก่อน หากสำเร็จก็ค่อยขยายผลต่อไป รวมทั้งการปลูกฝังความรักชาติให้กับคนจีนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ สร้างพลังให้ต้องการฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ไม่ยอมแพ้ชาติอื่น ไม่ยอมให้ต่างชาติมาย่ำยีจีนอีกต่อไป ยิ่งโดนกดดันจากชาติอื่น จีนต้องยิ่งแข็งแกร่ง ต้องเอาชนะชาติอื่นให้จงได้ ต้องทำ Technology Self-Reliance คิดค้นเทคโนโลยีของจีนเอง (เช่น หัวเว่ยพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเอง)

อีกด้านหนึ่ง ในยุคสีจิ้นผิง จีนให้ความสำคัญพรรคคอมมิวนิสต์เหนือสิ่งอื่นใด (Party First) และใช้การเมืองนำเศรษฐกิจ

มีข้อสังเกตว่า สีจิ้นผิงไม่สนับสนุนแนวทางของรัฐสวัสดิการที่ทำให้คนไม่กระตือรือร้น งอมืองอเท้า เฝ้าแต่รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จีนจะไม่เน้นการแจกเงินฟรีแบบเหวี่ยงแห ไม่แจกเงินแบบถ้วนหน้า แต่จะให้ความช่วยเหลือแบบตรงจุด และช่วยผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ

รศ.ดร.อักษรศรี ฝากข้อคิดปิดท้ายการบรรยายว่า ในยุคนี้พ.ศ.นี้ ไม่รู้จักจีนไม่ได้แล้ว ไม่ว่า คุณจะชอบหรือไม่ชอบจีน จีนคือ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลก และมีพลังซื้อมหาศาล ทำให้ใครๆ ก็ไม่กล้าทิ้งตลาดจีน สำหรับผู้ประกอบการและนักบริหารชาวไทย การทำความเข้าใจความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของจีน ภายใต้โครงสร้างอำนาจของระบบแบบจีน การอ่านเกมจีนในยุคสีจิ้นผิงทั้งในประเทศและในระดับโลก และการรับรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของจีน น่าจะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการทำให้สามารถวางแผน ออกแบบนโยบายการค้าและการลงทุน และ “แปลงจีนให้เป็นโอกาส” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจจีนได้อย่างรู้เท่าทันต่อไป

 

Share

ข่าวแนะนำ