รัฐบาลเตรียมเปิดเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการปี 70 ปรับเกณฑ์ลดตำแหน่งธุรการ-เสมียน ดึงเทคโนโลยีมาแทนที่ แย้มไอเดียปรับเกณฑ์อายุ เปิดทางคนวัย 40 รีสกิลย้ายสายงาน พร้อมรื้อสวัสดิการรักษาพยาบาล ดึงระบบประกันสุขภาพช่วยคุมงบ
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.69 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีใ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงแนวคิดการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาแนวทางการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ โดยตั้งเป้าให้มีผลภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งแนวทางดังกล่าว เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีภาระรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและการช่วยเหลือประชาชนลดลง จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ทั้งนี้จะทำควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เช่น งานธุรการ งานเสมียน หรือพนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรส่วนใหญ่มีทักษะคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในการจัดทำเอกสารเองได้แล้ว ประกอบกับมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น จึงสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบงานหรือยกเลิกบางตำแหน่งได้ โดยจะทยอยปรับตามความเหมาะสมและความพร้อมด้านเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานที่ยังแตกต่างกัน
โดยแนวทางลดจำนวนข้าราชการจะดำเนินการผ่านระบบสมัครใจ โดยรัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด แต่จะดำเนินการด้วยความรอบคอบและไม่สร้างผลกระทบต่อระบบราชการ ทั้งนี้ จะทำควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เช่น งานธุรการ งานเสมียน หรือพนักงานพิมพ์ นอกจากเหตุผลด้านงบประมาณแล้ว ปัจจุบันหน่วยงานราชการมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานมากขึ้น ทำให้บางตำแหน่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบงานหรือยกเลิกบางตำแหน่งได้ โดยยืนยันว่า จะไม่ดำเนินการแบบเร่งรัดจนเกิดความวุ่นวาย แต่จะทยอยปรับตามความเหมาะสม
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า โครงการเออร์ลี่รีไทร์จะเริ่มต้นกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนก่อน และหากพบว่าเกิดประโยชน์ ก็อาจขยายไปยังหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหาร และตำรวจ โดยปัจจุบันหน่วยงานด้านทหารและตำรวจก็มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว
ส่วนการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ นายปกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รวมถึงการประเมินงบประมาณที่ต้องใช้ โดย ก.พ. จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อพิจารณาแนวทางด้านสวัสดิการสุขภาพสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
สำหรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ คือการทบทวนเงื่อนไขด้านอายุ จากเดิมที่กำหนดว่าต้องเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือมีอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยแนวทางใหม่อาจพิจารณาจากทักษะและความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น โดยนายปกรณ์มองว่า ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปี ยังเป็นวัยที่มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ หรือ “รีสกิล” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพอื่นได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลย้ำว่าจะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้มาตรการจูงใจ พร้อมทั้งส่งเสริมการอัปสกิล-รีสกิลเป็นหลัก
เมื่อถามว่า แนวคิดการปรับหลักเกณฑ์อายุเริ่มต้นของผู้เข้าร่วมโครงการว่าจะกำหนดตั้งแต่อายุ 40 ปีหรือไม่นั้น นายปกรณ์ระบุว่า ยังไม่ควรกำหนดกรอบอายุที่ชัดเจนในขณะนี้ แต่เป้าหมายสำคัญคือการดำเนินการให้ทันภายในปีงบประมาณ 2570 พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ลูกค้าเยอะ”
นอกเหนือจากประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณานำระบบประกันสุขภาพมาทดแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลเดิมของข้าราชการ เพื่อควบคุมงบประมาณประจำปี ส่งเสริมธุรกิจประกันภัย และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ (Medical Hub) โดยเตรียมหารือร่วมกับกรมบัญชีกลาง คปภ. และ กบข.ต่อไป ขณะที่สิทธิรักษาพยาบาลของครอบครัวข้าราชการเบื้องต้นยังคงไว้ก่อน เนื่องจากยังไม่ได้หารือรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางใหม่ ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวอาจเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิมจะพิจารณาให้เป็นรูปแบบทางเลือก ให้สามารถตัดสินใจเองได้