ดาวอส / 21 มกราคม 2569 – เวทีประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นเวทีของการปะทะทางวาทกรรมอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวสุนทรพจน์มาราธอนความยาวกว่า 70 นาที ที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรหลักของอเมริกา พร้อมทั้งแสดงความเป็นปรปักษ์กับยุโรปและกลุ่มนาโตอย่างชัดเจน
แม้ทรัมป์จะขึ้นเวทีด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะประนีประนอมในช่วงต้น โดยเฉพาะกรณี “กรีนแลนด์” ที่เขาประกาศว่า “จะไม่ใช้กำลังยึดครอง” แต่ถ้อยคำถัดมาในสุนทรพจน์นั้นกลับฉายภาพการเผชิญหน้าทางการทูตอย่างรุนแรง แสดงจุดยืนเชิงชาตินิยมแบบสุดโต่ง และกล่าวโจมตีตั้งแต่กลุ่มนาโต รัฐบาลยุโรป ผู้นำประเทศต่าง ๆ ไปจนถึงนโยบายพลังงานสะอาด
กรีนแลนด์: ไม่ใช้กำลัง แต่ไม่ถอย
ทรัมป์ใช้เวทีนี้เพื่อยืนยันว่าตนจะไม่ใช้กำลังเข้ายึดกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก แต่ยังคงยืนกรานความต้องการให้สหรัฐฯ มีกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว โดยระบุว่า “ผู้คนคิดว่าผมจะใช้กำลัง ผมไม่จำเป็นต้องทำ และผมจะไม่ทำ แต่ถ้าทำ ไม่มีใครหยุดเราได้”
เขายังกล่าวเสริมในเชิงประชดประชันว่า “เราต้องการก้อนน้ำแข็งก้อนนั้นเพื่อปกป้องโลก” พร้อมทั้งเตือนว่า หากใครปฏิเสธข้อเสนอ เขาจะ “จดจำไว้”
ทรัมป์ยังพาดพิงอดีตสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกล่าวหาว่า เดนมาร์กพ่ายเยอรมนีภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถป้องกันกรีนแลนด์ได้ ทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้าช่วยเหลือ พร้อมกล่าวหาว่า เดนมาร์ก “อกตัญญู” ที่ไม่ยอมสละกรรมสิทธิ์เหนือกรีนแลนด์ให้
“เราช่วยปกป้องกรีนแลนด์ไว้ แต่สุดท้ายเราก็โง่ที่คืนมันให้เดนมาร์ก” ทรัมป์กล่าว

โจมตีกลุ่มนาโต ชี้สหรัฐฯ ได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรม
ทรัมป์วิจารณ์กลุ่มพันธมิตรนาโตอย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “ให้มากแต่ได้กลับมาน้อย” พร้อมอ้างว่า หากไม่มีเขาในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง กลุ่มนาโต “อาจไม่เหลืออยู่แล้วด้วยซ้ำ”
“เราไม่เคยได้อะไรจากนาโตเลย เราแบกรับค่าใช้จ่ายให้หลายประเทศ แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนเท่าที่ควร” เขากล่าว พร้อมระบุว่าตน “ช่วยนาโตมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดในประวัติศาสตร์”
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาของทรัมป์ถูกตั้งคำถามจากนักวิเคราะห์หลายฝ่าย เพราะในความเป็นจริง หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ คือประเทศเดียวที่เคยใช้บทบัญญัติมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต ซึ่งทำให้พันธมิตรนาโตรวมถึงเดนมาร์กต้องส่งทหารไปร่วมปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน โดยเดนมาร์กถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตของทหารสูงที่สุดต่อหัวประชากรในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว
ยุโรปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ตลอดสุนทรพจน์ ทรัมป์พูดถึงยุโรปในเชิงถดถอย โดยบอกว่า “ยุโรปไม่ใช่ยุโรปเดิมอีกต่อไป” พร้อมเหน็บว่าหลายเมืองกลายเป็นสถานที่ที่ “เพื่อนของผมไม่รู้จักอีกแล้ว” เนื่องจากการเปิดรับผู้อพยพ
เขากล่าวว่า ชาติตะวันตกกำลัง “ทำลายตัวเอง” ด้วยนโยบายวัฒนธรรมและเศรษฐกิจแบบเปิด “พวกเขาเปิดรับวัฒนธรรมที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ และตอนนี้กำลังจ่ายราคา”
ทรัมป์ยังระบุว่า สหรัฐฯ จะต้องฟื้นฟู “จิตวิญญาณของอารยธรรมตะวันตก” และปกป้อง “วัฒนธรรมพิเศษ” ที่นำพาชาวตะวันตกจากยุคมืดมาสู่ความเจริญในปัจจุบัน
ด่าแหลกผู้นำยุโรป-แคนาดา
ไม่เพียงโจมตียุโรปโดยรวม ทรัมป์ยังพูดเหน็บแนมผู้นำแต่ละประเทศโดยตรง เช่น เยาะเย้ย “แว่นกันแดด” ของประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ที่ต้องสวมแม้อยู่ในที่ร่มด้วยเหตุผลทางสุขภาพ
ขณะที่แคนาดาและนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ก็ถูกพาดพิงอย่างหนัก โดยทรัมป์กล่าวว่า “แคนาดาได้รับของฟรีจากเรา แต่ไม่เคยขอบคุณ” พร้อมระบุว่า “แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ”
ฟาดนโยบายพลังงานสีเขียว ด่ากังหันลมว่าเป็นของคนโง่
อีกช่วงที่สร้างความอึ้งทั่วห้องประชุมคือการที่ทรัมป์โจมตีพลังงานหมุนเวียนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “กังหันลม” ที่เขาระบุว่า “ทำลายภูมิทัศน์” และ “ทำให้ขาดทุน”
“คนโง่เท่านั้นที่ซื้อกังหันลม พวกมันไร้ประโยชน์ และจีนก็ขายให้คนโง่พวกนั้น ทั้งที่ตัวเองไม่ใช้มัน” ทรัมป์กล่าว
เขายังกล่าวหาว่ายุโรปกำลัง “ทำลายเศรษฐกิจตัวเอง” ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขากำลังเดินหน้าถอยหลังนโยบายพลังงานสะอาด
ข้อมูลจาก Ember Energy และสำนักงานพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนมีการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันประมาณ 10% ในปี 2024 ซึ่งสวนทางกับข้อกล่าวหาของทรัมป์
“ถ้าไม่มีภาษีนำเข้า ผมคงต่อรองอะไรไม่ได้เลย”
ทรัมป์ปิดท้ายสุนทรพจน์ด้วยการย้ำว่า มาตรการภาษีนำเข้าคือ “อาวุธทางการค้า” ที่เขาใช้ได้ผลดีในการต่อรองกับนานาประเทศ โดยกล่าวว่า “เราไม่ได้ทำลายประเทศเหล่านั้น เราแค่บังคับให้พวกเขาทำในสิ่งที่ควรทำ”
เขาอ้างว่า “ภาษีนำเข้าทำให้ผมได้ในสิ่งที่ไม่มีทางได้ถ้าไม่มีภาษีนั้น” พร้อมย้ำว่า เขาไม่ได้ต้องการสงคราม แต่ต้องการ “ข้อตกลงที่ยุติธรรม”
บทสรุป: สหรัฐฯ ต้องเป็นศูนย์กลางของโลก
แม้จะมีท่าทีแข็งกร้าวต่อพันธมิตร ทรัมป์ยังคงวางสหรัฐฯ ไว้ในฐานะศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก โดยกล่าวว่า “เมื่ออเมริกาเฟื่องฟู โลกก็เฟื่องฟูตาม” และชี้ว่าความมั่นคงของชาติจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เข้มแข็งเท่านั้น
คำปราศรัยของทรัมป์ในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทั้งในสื่อสหรัฐฯ และยุโรป หลายฝ่ายมองว่านี่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรจะเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เรียบเรียงจาก: Business Insider / CNN / New York Times / Sky News