ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถูกร้องว่ามีการใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือ “แทรกแซง/ครอบงำ” การตรวจสอบ คดีฮั้วเลือก สว. ทำให้ ความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามที่มีผู้ร้องขอ

ประเด็นที่ศาลวินิจฉัย
วันที่ 21 ม.ค. ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยตามคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสอง ว่าจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 และพิจารณาเงื่อนไขเรื่องคุณสมบัติ/ลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 160 (4) และ (5)
ศาลระบุสาระสำคัญว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์ ที่เข้าข่าย “ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ ไม่พบการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง รวมถึง ไม่เป็นการกระทำต้องห้าม ตามที่ถูกร้อง จึงมีมติว่า ความเป็นรัฐมนตรีของทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ปม “ฮั้ว สว.” และข้อกล่าวหา “แทรกแซง กกต.”
คดีนี้มาจากข้อกล่าวหาว่า การผลักดัน/มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็น “คดีพิเศษ” เกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ถูกมองว่าเป็นการ แทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. โดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และในช่วงพิจารณาคดีมีรายงานว่าศาลมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนที่กำกับดูแลดีเอสไอเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอคำวินิจฉัยสุดท้าย