โรคใหลตาย หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome (SUNDS) เป็นหนึ่งในภาวะที่วงการแพทย์ยกให้เป็น “ฆาตกรเงียบ” เพราะผู้ป่วยมักไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน แล้วเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันในระหว่างหลับ จนกระทั่งเสียชีวิตแบบไม่รู้ตัว ปัจจุบันแพทย์ใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดร้ายแรง เช่น Brugada syndrome
ในหลายกรณี ก่อนเสียชีวิตร่างกายจะเข้าสู่ภาวะหายใจเฮือกแบบ Agonal breathing เลือดไม่พอไปเลี้ยงสมอง ผู้ป่วยอาจดิ้น เกร็ง เหมือนเป็นลมในท่านอน หากฟื้นจะมึนงงอย่างหนัก แต่หลายรายก็ไม่ฟื้นอีกเลย
สาเหตุของโรคใหลตาย: พันธุกรรมและความผิดปกติของร่างกายที่ซ่อนอยู่
นักวิจัยพบว่าสาเหตุหลักมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม และ ปัจจัยที่ไม่ได้เกี่ยวกับพันธุกรรม
1. ปัจจัยทางพันธุกรรม
ความผิดปกติของ “ประตูโซเดียม” (Sodium channel) ในระดับเซลล์ ทำให้เซลล์หัวใจสร้างไฟฟ้าควบคุมจังหวะเต้นได้ไม่สมดุล ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้หัวใจเข้าสู่ภาวะเต้นผิดจังหวะรุนแรงโดยไม่เตือน
2. ปัจจัยที่ไม่ใช่พันธุกรรม
เกิดจากพฤติกรรมหรือภาวะร่างกาย เช่น
-
การขาดโพแทสเซียม ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
-
การสะสมสารพิษจากอาหารที่ปนเปื้อน
-
การขาดวิตามินบี 1 อย่างเฉียบพลัน ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะทุพโภชนาการ
-
การกินอาหารไม่สมดุล ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจแปรปรวน
ทั้งหมดนี้อาจทำให้คนที่สุขภาพแข็งแรงอยู่ดีๆ เกิดหัวใจวายเฉียบพลันในระหว่างหลับได้เช่นกัน
กลไกของโรค: เมื่อหัวใจเสียจังหวะจนร่างกายหยุดทำงาน
หัวใจเต้นเพราะ “ไฟฟ้าหัวใจ” ซึ่งเกิดจากเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม วิ่งเข้าออกเซลล์ หากประตูโซเดียมผิดปกติ ไฟฟ้าหัวใจจะผิดเพี้ยนจนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นช้าลงแบบคาดเดาไม่ได้
ในคนที่เสี่ยงโรคใหลตาย ระบบไฟฟ้านี้ผิดปกติอยู่แล้ว เมื่อเจอ ตัวกระตุ้น เช่น ไข้สูง ดื่มแอลกอฮอล์ อาหารหนัก หรือยาบางชนิด ก็ทำให้จังหวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ง่าย
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?
ศ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน ให้ข้อมูลว่า กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
1. คนที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันตอนหลับ
โดยเฉพาะในวัยไม่เกิน 40–50 ปี ถือเป็นสัญญาณเสี่ยงของ Brugada syndrome
2. คนที่เคยเป็นลมแบบผิดปกติ
ลักษณะการเป็นลมที่เข้าข่ายเสี่ยง เช่น
-
ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะนำมาก่อน
-
หมดสตินานผิดปกติ
-
มีอาการชักหรือเกร็ง
-
เกิดในสถานการณ์ที่ไม่ควรเป็นลม เช่น ระหว่างออกกำลังกาย
-
ฟื้นขึ้นมาแล้วมึนงงมาก
3. มีอาการผิดปกติระหว่างหลับ
เช่น
-
หายใจสะดุดแบบ Agonal breathing
-
กระสับกระส่ายเกินปกติ
-
ตื่นมาแล้วมึนเหมือนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
ถ้าพบอาการเหล่านี้ซ้ำๆ ควรตรวจ ECG โดยเร็ว
วิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงใหลตาย
หากตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า โอกาสรอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะแพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะตัว เช่น
-
หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อ Sodium channel
-
รีบลดไข้ทันทีหากเจอไข้สูง
-
งดแอลกอฮอล์และสารเสพติด
-
หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง
-
ควบคุมโภชนาการให้สมดุล
การรู้เท่าทันและตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญ เพราะผู้ที่ยังไม่แสดงอาการมักไม่มาตรวจจนสายเกินไป
การปฐมพยาบาลเมื่อพบผู้หมดสติจากภาวะใหลตาย
หากพบผู้ป่วยไม่หายใจหรือชีพจรไม่เต้น ให้ทำ CPR ทันที
-
จับให้นอนราบ
-
กดหน้าอกลึกประมาณ 1.5 นิ้ว
-
ความเร็วประมาณ 100 ครั้งต่อนาที
-
กดต่อเนื่องไม่หยุดจนกว่าผู้ป่วยฟื้นหรือทีมแพทย์มาถึง
ห้ามงัดปากหรือยัดของแข็งเข้าปากผู้ป่วย เพราะเสี่ยงทำอันตรายมากขึ้น
โรคใหลตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในชายไทย การให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือน ตรวจหัวใจ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีอาการหรือมีประวัติครอบครัว ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางทันที
อ้างอิง : chula.ac.th / rama.mahidol.ac.th