สื่อต่างประเทศรายงานว่า “อาณาจักรสแกมเมอร์” ในเมียนมากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ไทยจะพยายามตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเพื่อสกัด แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ล่าสุด The Guardian เผยว่า จำนวนแรงงานที่ถูกบังคับใช้ในศูนย์สแกมเมอร์อาจมีมากกว่า 100,000 คน
ขยายตัวแม้ถูกปราบปราม
จากรายงานสืบสวนของ The Guardian พบว่า จำนวนอาคารตามแนวชายแดนไทย–เมียนมาที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และองค์กรอาชญากร เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตั้งแต่ปี 2021 หลังจากการรัฐประหารในเมียนมา โดยหนึ่งในพื้นที่หลักคือ KK Park เมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมิจฉาชีพระดับพันล้านดอลลาร์
KK Park มีสิ่งปลูกสร้างครบครัน ทั้งโรงพยาบาล ร้านอาหาร ธนาคาร และบ้านพักหรูหรา จนดูคล้ายอาณาจักรเทคโนโลยี แต่แท้จริงแล้วกลับถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานทาสและการค้ามนุษย์
เติบโตไม่หยุด แม้ไทยตัดไฟ-เน็ต
ข้อมูลจากสถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (Aspi) ระบุว่า จำนวนศูนย์สแกมเมอร์เมียนมาตามแนวชายแดนไทย เพิ่มจาก 11 แห่งเป็น 27 แห่ง ภายในเวลาไม่กี่ปี โดยขยายพื้นที่เฉลี่ย 30 ไร่ต่อเดือน
ภาพถ่ายโดรนล่าสุด (ส.ค. 2025) เผยให้เห็นการก่อสร้างเพิ่มเติมในหลายศูนย์ เช่น ไท่ชาง และชเวก๊กโก ที่มีการสร้างท่าเรือลอยน้ำเพื่อขนส่งสิ่งของจากไทย และยังตรวจพบอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink เพื่อเลี่ยงมาตรการตัดไฟและอินเทอร์เน็ตของทางการไทย

เครือข่ายอาชญากรรมเชื่อมโยงกองทัพ
Aspi วิเคราะห์ว่า กองทัพเมียนมาซึ่งกำลังสูญเสียดินแดนและอำนาจหลังรัฐประหาร เลือกปล่อยให้เครือข่ายสแกมเมอร์เติบโต เพราะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างผลประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีอำนาจ
นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จาก Aspi ระบุว่า “อุตสาหกรรมนี้เป็นเส้นเลือดสำคัญที่กองทัพเมียนมาต้องพึ่งพา”
แรงงานทาสนับแสน – เงินสำคัญกว่าชีวิต
รายงานยังเผยเรื่องราวสะเทือนใจจากเหยื่อค้ามนุษย์ เช่น มาเตโอ (นามสมมติ) จากฟิลิปปินส์ ที่ถูกกักตัวใน KK Park นาน 6 เดือน ถูกบังคับให้แชตหลอกเหยื่อออนไลน์ หากทำไม่สำเร็จจะถูกลงโทษด้วยไฟฟ้าช็อตหรือการทำร้ายร่างกาย
ผู้รอดชีวิตเล่าว่า “สำหรับพวกเขา เงินสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์ สิ่งที่อยู่ในศูนย์เหล่านี้คือความชั่วร้ายทั้งหมดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์”
สถานการณ์น่าห่วงระดับโลก
จนถึงปัจจุบัน มีแรงงานบางส่วนราว 7,000 คน ได้รับการช่วยเหลือผ่านความร่วมมือของหลายประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า นั่นเป็นเพียง “หยดน้ำในมหาสมุทร” เพราะจำนวนเหยื่อจริงอาจมากถึง 100,000 คน จากกว่า 11 ประเทศทั่วเอเชียและแอฟริกา
นอกจากนี้ยังมีสัญญาณว่ารูปแบบศูนย์สแกมเมอร์อาจกำลังแพร่ไปยังประเทศอื่น เช่น ศรีลังกาและไนจีเรีย ทำให้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่การค้ามนุษย์ระดับภูมิภาค แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตข้ามทวีปที่โลกไม่อาจเพิกเฉยได้