มุกดาหาร – วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแก้โทษ นายไชย์พล วิภา หรือ “ลุงพล” จำคุก 26 ปี ในคดีการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา วัย 3 ขวบ ขณะที่ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ “ป้าแต๋น” ภรรยา ยืนยกฟ้อง คดีนี้นับเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่สังคมไทยติดตามต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี
จุดเริ่มต้นคดี – จากการหายตัวสู่การพบศพบนภูเหล็กไฟ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 “น้องชมพู่” หายตัวไปจากบ้านพักในหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ครอบครัวและชาวบ้านระดมค้นหาอย่างเต็มกำลัง จนกระทั่งพบร่างไร้ชีวิตในสภาพเปลือยกายบน “ภูเหล็กไฟ” พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูผายล ห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร
ผลการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่าเสียชีวิตมาหลายวัน สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและกลายเป็นประเด็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ ขณะที่การสืบสวนใช้เวลานานหลายเดือน เนื่องจากไม่มีพยานปากเอกและหลักฐานชัดเจนในช่วงแรก
การดำเนินคดี – จากการจับกุมสู่การพิจารณา
ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน จนนำไปสู่การออกหมายจับ นายไชย์พล วิภา (ลุงพล) และ นางสมพร หลาบโพธิ์ (ป้าแต๋น) โดยตั้งข้อหาหลัก ได้แก่
- กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
- พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร
วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุก “ลุงพล” รวม 20 ปี (จำคุกกระทงละ 10 ปี ใน 2 ข้อหา) และให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ส่วน “ป้าแต๋น” พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
หลังคำพิพากษา ฝ่ายจำเลยได้รับการประกันตัวชั่วคราว โดยใช้ที่ดินมูลค่า 780,000 บาทเป็นหลักทรัพย์ พร้อมเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน
ศาลอุทธรณ์พิพากษา – เพิ่มโทษ “ลุงพล”
วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. ที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแก้โทษให้ “ลุงพล” รับโทษหนักขึ้นจากเดิม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงเพียงพอว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด ศาลจึงลงโทษในข้อหา
- ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและเล็งเห็นผล
- พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- อำพรางศพ
รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 26 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วน “ป้าแต๋น” ศาลยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ ยกฟ้อง
บรรยากาศหน้าศาล – ทั้งกำลังใจและแรงกดดัน
บรรยากาศบริเวณศาลคึกคักตั้งแต่เช้า มีกลุ่มแฟนคลับและชาวบ้านบางส่วนเดินทางมาให้กำลังใจ “ลุงพล” เช่นเดียวกับกลุ่มยูทูบเบอร์ที่เคยติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “ปู่มหามุนี” ยูทูบเบอร์ชื่อดังซึ่งเคยมีข้อพิพาทกับลุงพล ได้ปรากฏตัวในชุดนักโทษพร้อมโซ่ตรวน เพื่อสื่อความหมายว่าเป็น “วันชี้ชะตา”
นายอนามัย วงศ์ศรีชา บิดาของน้องชมพู่ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ครอบครัวน้อมรับคำตัดสินของศาล เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
เส้นทางคดียังไม่ปิด – สิทธิฎีกายังมี
แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาแล้ว แต่ตามกฎหมาย ฝ่ายจำเลยยังคงมีสิทธิยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาเพื่อขอพิจารณาคดีเป็นครั้งสุดท้ายภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งทีมทนายความของลุงพลระบุว่าจะพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายอย่างรอบคอบ
คดีที่สังคมไม่ลืม
คดีน้องชมพู่เป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมเด็กที่ได้รับความสนใจสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากมีทั้งปริศนาการเสียชีวิต ความขัดแย้งในชุมชน และกระแสออนไลน์ที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีการติดตามคดีผ่านสื่อโซเชียลและยูทูบเบอร์จำนวนมาก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “คดีสาธารณะ” ที่ผู้คนทั้งประเทศจับตามอง