วันที่ 5 มิถุนายน 2025 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา โดยอ้างถึง “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ” ภายหลังเกิดเหตุโจมตีต่อต้านชาวยิวในรัฐโคโลราโดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา
รายชื่อ 12 ประเทศที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ
คำสั่งห้ามฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับพลเมืองของ 12 ประเทศต่อไปนี้:
-
อัฟกานิสถาน
-
เมียนมา
-
ชาด
-
สาธารณรัฐคองโก
-
อิเควทอเรียลกินี
-
เอริเทรีย
-
เฮติ
-
อิหร่าน
-
ลิเบีย
-
โซมาเลีย
-
ซูดาน
-
เยเมน
อีก 7 ประเทศถูก “จำกัด” การเดินทาง
นอกจากการแบนโดยตรงแล้ว ยังมีอีก 7 ประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ บางส่วน ได้แก่:
-
บุรุนดี
-
คิวบา
-
ลาว
-
เซียร์ราลีโอน
-
โตโก
-
เติร์กเมนิสถาน
-
เวเนซุเอลา
มาตรการจำกัดนี้จะไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ถือวีซ่าถูกต้อง ผู้อยู่อาศัยถาวรตามกฎหมาย และกรณีที่มีผลประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติอเมริกันโดยตรง
ทำเนียบขาวย้ำ “ทำตามสัญญาเพื่อความปลอดภัย”
แอบิเกล แจ็กสัน รองโฆษกทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการนี้คือ “การปกป้องชาวอเมริกันจากผู้กระทำผิดชาวต่างชาติที่เป็นอันตราย” และย้ำว่า “ข้อจำกัดตามสามัญสำนึกเหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละประเทศ” โดยพิจารณาจาก:
-
การขาดระบบตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน
-
อัตราการอยู่เกินกำหนดวีซ่าสูง
-
การไม่แบ่งปันข้อมูลด้านอัตลักษณ์และความเสี่ยง
เสียงค้านจากเดโมแครต
หลายฝ่ายในพรรคเดโมแครตแสดงความไม่เห็นด้วย เช่น
ปรามิลา จายาปาล สมาชิกสภาจากกรุงวอชิงตัน วิจารณ์ว่า “นี่คือการขยายขอบเขตจากการแบนชาวมุสลิมในยุคทรัมป์วาระแรก ซึ่งจะยิ่งทำให้สหรัฐฯ ถูกแยกออกจากเวทีโลกมากยิ่งขึ้น”
ดอน เบเยอร์ สมาชิกพรรคเดโมแครตอีกคน กล่าวหาทรัมป์ว่า “ทรยศต่ออุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งประเทศ” พร้อมชี้ว่าการใช้ความลำเอียงทางชาติพันธุ์เป็นพื้นฐานในการห้ามคนเข้าประเทศ “ทำให้เรายิ่งแตกแยก และบั่นทอนความเป็นผู้นำระดับโลก”
สะท้อนยุคทรัมป์วาระแรก
นโยบายแบนในครั้งนี้สะท้อนถึงคำสั่งห้ามการเดินทางจาก 7 ประเทศมุสลิมในยุคแรกของทรัมป์ ซึ่งเคยถูกโจ ไบเดน ยกเลิกในปี 2021 หลังได้รับตำแหน่ง
ขณะที่ครั้งนี้ มีการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และเชื่อมโยงกับเหตุโจมตีภายในประเทศที่สร้างแรงกดดันให้ต้องเร่งออกมาตรการควบคุมพรมแดน